บอลไทย » ฝัน ที่ไม่กล้าฝัน 5 เหตุผลสมคบคิดว่า ‘กิเลน’ (อาจไป) ‘ผยอง’ ในศึก ACL 2021

ฝัน ที่ไม่กล้าฝัน 5 เหตุผลสมคบคิดว่า ‘กิเลน’ (อาจไป) ‘ผยอง’ ในศึก ACL 2021

17 พฤศจิกายน 2020
39   0

ฝัน ที่ไม่กล้าฝัน : 5 เหตุผลสมคบคิดว่า ‘กิเลน’ (อาจไป) ‘ผยอง’ ในศึก ACL 2021

ฝัน ที่ไม่กล้าฝัน 5 เหตุผลสมคบคิดว่า ‘กิเลน’ (อาจไป) ‘ผยอง’ ในศึก ACL 2021

ถ้าก่อนเปิดฤดูกาลนี้บอกว่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จะมีโอกาสคั่วลุ้นตั๋วไปลุยศึกเอเอฟซี ข่าวกีฬาวันนี้  แชมเปี้ยนส์ ลีก เชื่อว่าแฟนบอลเกินครึ่งคงบอกไปในทางเดียวกันว่า “ฝันไปเถอะ” ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่แปลกหรอกที่จะมองในมุมนั้น เพราะทีมมีการเปลี่ยนแปลงเยอะเหลือเกิน และยิ่งมาบวกกับการปล่อยแข้งซุปตาร์ของทีมออกไปช่วงหลังโควิด-19 มันยิ่งทำให้โอกาสที่จะมองไปจุดนั้นมันยากเป็นทวีคูณ
แต่กับวันนี้ทัพ “กิเลนผยอง” เขามีโอกาสทำฝันตรงนั้นให้กลายเป็นจริง แม้ตอนนี้จะรั้งอันดับ 8 ของตาราง T1 แต่ด้วยโปรแกรมนัดตกค้าง รวมไปถึงผลงานในห้วงที่ผ่านมา ไม่แปลกถ้าเราจะหยิบพวกเขามามีเอี่ยวในการลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ในช่วงเลกแรก

ว่าแล้วเราลองมาดู 5 เหตุผล เว็บแทงบอล ฟรีเครดิต สมคบคิดที่ “กิเลน” อาจจะได้ไป “ผยอง” ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2021 ซึ่งจะมีเหตุผลอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย…

1. มาริโอ ยูรอฟสกี้
ย้อนกลับไปตอนที่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยังคงถูกกุมบังเหียนโดย อเล็กซานเดร กาม่า เชื่อว่าแฟนบอลแทบทุกคนไม่อยากจะฝันไกลถึงขั้นที่ว่าทีมรักของพวกเขาจะติด 1 ใน 4 ในช่วงเลกแรกของศึกไทยลีก เพื่อคว้าตั๋วไปลุยศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปีหน้า เพราะด้วยผลงานที่ยังแกว่ง และหาจุดที่ลงตัวยังไม่ได้ทำให้ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวไปหน่อย

แต่ทว่าเมื่อถึงคราวเปลี่ยนแปลง และเป็น มาริโอ ยูรอฟสกี้ เข้ามารับหน้าที่กุนซือทุกอย่างดูเหมือน เว็บแทงบอลออนไลน์ที่ดีที่สุด จะกลับตาลปัตรจากหลังมือ กลายเป็นหน้ามือ บรรยากาศในห้องแต่งตัวมันดีไปหมดทุกอย่างราวกับความรักหนุ่มสาวที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นแฟนกัน และมันยิ่งดีขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อผลการแข่งขันต่างๆ มันเป็นใจทั้งบุกชนะ โปลิศ เทโร เอฟซี 3-1 , บุกสอย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 3-2 หรือการเปิดบ้านไล่ถล่ม พัฒนานิคม ซิตี้ 10-0

มาริโอ ยูรอฟสกี้ โค้ชเมืองทอง

แม้ว่าชื่อชั้น และประสบการณ์ทั้งตัวของโค้ช กับนักเตะจะไม่ได้มากมายอะไร แถมยังเป็นรองคู่แข่งในการเบียดลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ด้วยซ้ำ แต่ทว่า “กิเลนผยอง” ในมือของ “โค้ชโอ้” ในตอนนี้นั้นมันเต็มไปด้วยเลือดของนักสู้อย่างแท้จริง

2. ใจแลกใจ ทำนักเตะวิ่งไม่หยุด
นี้คือเหตุผลสำคัญเลยก็ว่าที่ทำให้ผลงานของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มันดีขึ้นอย่างชัดเจน และการเข้ามาของ มาริโอ เขาแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนระบบการเล่น หรือ บทบาทของนักเตะมากเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เขาสอดใส่เข้าไปมากที่สุดคือการมอบจิตวิญญาณการเป็นนักสู้ ที่สู้ไม่ถอย และ ถอยไม่เป็น

ถ้าเปรียบเสมือน มาริโอ เว็บแทงบอล ดีที่สุด เป็นคุณครูประจำชั้นของเด็กนักเรียนห้องนี้ เขาสอนทุกอย่างด้วยหัวใจ ใช้ความเป็นกันเองในการเปิดใจรับฟังลูกทีมทุกคน พร้อมกับเอาตัวเองลงไปอยู่เคียงข้างทุกคนให้เหมือนไปวิ่งอยู่ข้างๆ ในสนามตลอดเวลา

เอ็งท้อหรอ? หันมามองข้างสนาม

เอ็งเหนื่อยหรอ? หันมามองข้างสนาม

เอ็งหมดกำลังใจหรอ? กูนี่ไงที่จะยืนอยู่ข้างมึงเอง

เอสซีจี เมืองทอง 2020

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละมันเลยหล่อหลอมทำให้ “กิเลนผยอง” กลายเป็นทีมพลังหนุ่มที่โคตรน่ากลัว เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของฝีเท้า แต่มันคือหัวใจนักสู้ที่ถูกถ่ายทอดกันมา ฉะนั้นอย่าเพิ่งมองข้ามสิ่งนี้ เพราะฟุตบอลนอกจากฝีเท้าแล้ว เรื่องของสภาวะจิตใจมันก็มีผลไม่น้อยเลยทีเดียว

3. แข้งต่างชาติเริ่มลงตัว
หากนั่งไทม์แมนชีนย้อนกลับไปสักช่วงไทยลีกเกมที่ 6 เป็นต้นมา ชื่อของ วิลเลี่ยน พ็อพพ์ ถูกนำมาพูดถึงมากเหลือเกินว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าของทีมอีกครั้ง เพราะตอนนั้นดาวยิงเลือดแซมบ้า วัย 26 ปี ยังไม่อาจเบิกสกอร์แรกกับทีมได้เลย ซึ่งแน่นอนว่ามันเลยทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าเป็นพวกนักบอลชายเดี่ยว แถมยังยิงประตูไม่เป็น คงจะไม่ได้ไปต่อในเลกสองด้วยซ้ำ

แต่ทว่าพอทีมเปลี่ยนผู้นำปุ๊บชีวิตของ พ็อพพ์ ก็ดูเปลี่ยนเป็นคนละคน ประเดิมนัดแรกภายใต้โค้ชใหม่ด้วยการซัดเหมา 2 ประตู พร้อมผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยม ต่อด้วยการบุกไปสอยประตู บุรีรัมย์ คาบ้าน มันยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมั่นใจที่เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางแล้ว

แดร์เลย์ พ็อพพ์ โฮช่า เมืองทอง

ส่วนในรายอื่นๆ อย่าง แดร์เลย์ ก็ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว เขากลายเป็นหัวใจในแนวรุกของทีมทั้งยิง ทั้งจ่าย ครบเครื่องมีทุกรูปแบบ หรือแม้แต่ ลูคัส โฮช่า ก็สถาปนาตัวเองเป็นแนวรับตัวหลักของทีม ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวก็สามารถคุมหลังบ้านของทีมได้อย่างดีเยี่ยมเสมอมา รวมไปถีงแข้งเอเชีย กับ อาเซียน อย่าง ซาดอร์ มีร์ซาเยฟ , ไดสุเกะ ซาโตะ หรือ ดัง วาน ลัม ก็ต่างอยู่ในฟอร์มที่ดี มันเลยเป็นการเกื้อหนุนทำให้ผลงานของทีมออกมาในทิศทางบวกมากขึ้น

4. แข้งดาวรุ่งอยากพิสูจน์ตัวเอง
นี้คือข้อดีอีกอย่างที่ทัพ “กิเลนผยอง” และเหล่าทีมสต๊าฟฟ์กำลังต้องเผชิญหน้า นั้นก็คือความกระหายอยากจะเล่นของเหล่าแข้งดาวรุ่ง เพราะสังเกตุเห็นได้ในเกมที่ทีมเปิดบ้านชนะ พัฒนานิคม ซิตี้ 10-0 ในศึกช้าง เอฟเอ คัพ 2020 รอบ 64 ทีมสุดท้าย เหล่าแข้งยังบลัดของทีมต่างพยายามโชว์ของสิ่งที่ตัวเองมีออกมา ด้วยเหตุผลเพราะพวกเขารู้ว่าถ้าทำผลงานได้ดี โอกาสในการเข้าไปสอดแทรกเป็น 11 ตัวจริงนั้นมันก็มีมากขึ้น

มาริโอ ยูรอฟสกี้ โค้ชเมืองทอง-1

ซึ่งถ้าดูจากผลงานในเกมนัดดังกล่าวก็มีหลายคนที่เข้าข่ายได้รับโอกาสไม่ว่าจะเป็น ปรเมศย์ อาจวิไล , สกุลชัย แสงโทโพธิ์ , วงศกร ชัยกุลเทวินทร์ หรือ ซัลดี้ วงษ์เดอรี ฉะนั้นนี้ถึงน่าจะเป็นปัญหาที่โค้ชหลายคนอยากเจอ เพราะมันหมายถึงทุกคนในทีมมีเป้าหมายที่เฝ้าหาในสิ่งเดียวกัน

5. โปรแกรมที่ไม่หนักจนเกินไป
เงยหน้าไปมองที่ตารางคะแนนในตอนนี้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รั้งอยู่อันดับที่ 8 เก็บไป 16 คะแนน จาก 10 นัด และตามหลังทีมอันดับ 4 อย่าง ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่เป็นพื้นที่บอลถ้วยใหญ่เอเชีย อยู่ 4 คะแนน โดยยังแข่งน้อยว่าอยู่ 1 นัด ว่าแล้วก่อนอื่นเราไปดูโปรแกรมของพวกเขากันก่อนว่า 5 นัดที่เหลือต้องเผชิญหน้ากับใครบ้าง

– สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (เยือน)

– นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (เหย้า)

– การท่าเรือ เอฟซี (เยือน)

– พีที ประจวบ (เหย้า)

– สุพรรณบุรี เอฟซี (เหย้า)

ซึ่งถ้าถามว่าโปรแกรมที่กางออกมานั้นมันยากเกินไปไหม? คงต้องบอกว่ามีทั้งหนัก และ เบา สลับกันไป แต่ด้วยสถานะของพวกเขาในตอนนี้ ความมั่นใจที่กำลังทะลุจุดเดือดทำให้ทีมมีโอกาสพุ่งไปจบท็อปโฟร์ได้เหมือนกัน ซึ่งมันอาจไม่ถึงขั้นกวาดชัยรวดทั้งหมด แต่มันก็น่าจะพอได้ลุ้นเมื่อเอาโปรแกรม และ คะแนนมาวัดกับทีมด้านบนของตาราง

เอสซีจี เมืองทอง 2020-1

ว่าแล้วบันไดทั้ง 5 ขั้นสุดท้ายนี้ของพวกเขามันก็พอที่จะให้แฟนบอลได้ลุ้นกระชุ่มกระชวยหัวใจกันได้บ้าง ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจเชื่อว่าแฟนบอลของพวกเขาก็พร้อมเดินหน้าสนับสนุนต่อไป

แต่ถ้าฝันที่ไม่เคยฝันนี้เป็นจริงขึ้นมา มันคงจะเป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับแฟนบอลของพวกเขา และชายที่ชื่อ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ก็ควรได้รับเสียงสรรเสริญไปแบบเต็มๆ จะได้ หรือ ไม่ได้ อีกไม่นานเกินรอเราคงได้รู้กัน.