บอลไทย » 5 สิ่งที่ทำให้ บุรีรัมย์ ชนะ เมืองทอง 2-0 ฉลุยตัดเชือกเอฟเอ คัพ

5 สิ่งที่ทำให้ บุรีรัมย์ ชนะ เมืองทอง 2-0 ฉลุยตัดเชือกเอฟเอ คัพ

5 เมษายน 2021
25   0

5 สิ่งที่ทำให้ บุรีรัมย์ ชนะ เมืองทอง 2-0 ฉลุยตัดเชือกเอฟเอ คัพ

5 สิ่งที่ทำให้ บุรีรัมย์ ชนะ เมืองทอง 2-0 ฉลุยตัดเชือกเอฟเอ คัพ
จบลงไปแล้ว สำหรับศึกฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อวานที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า “ทีมเจ้าบ้านเก็บชัยได้แบบเรียบวุธ” ทั้ง ชลบุรี เอฟซี , ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด , สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยคู่ที่แฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจมากที่สุด ข่าวกีฬาวันนี้ คงหนีไม่พ้น เกมซูเปอร์บิ๊กแมตช์ ณ ช้าง อารีนา ที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-0 จากสองประตูในช่วงครึ่งหลังของ ซามูเอล โรซ่า และ สุภโชค สารชาติ
โดยแฟนบอล “กิเลนผยอง” เองก็ยอมรับในผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น เพราะทั้ง 2 ทีมได้ต่อสู้กันในสนามกันอย่างเต็มที่ รวมถึงกุนซืออย่าง มาริโอ ยูรอฟสกี้ และนักเตะของ เมืองทอง เอง ก็มีรีแอคชั่นที่ยอดเยี่ยม เมื่อจบเกมการแข่งขัน ที่ให้เกียรติ และแสดงความยินดีกับขุนพล “ปราสาทสายฟ้า”

นับเป็นเกมที่สนุก เต็มไปด้วยแทคติก และจบลงด้วยชัยชนะแบบเด็ดขาดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งนี่คือ 5 สิ่งที่ทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ 2-0 ฉลุยตัดเชือกเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จตามเป้าหมาย

เพรสซิ่งแดนบน มนต์สะกด “มาริโอเวย์”
ทุกคนรู้ดีว่า มาริโอ ยูรอฟสกี้ เสกให้ “เมืองทอง” เล่นฟุตบอลภายใต้ปรัชญาฟุตบอลสมัยใหม่ ที่เล่นได้ฉาบฉวย รวดเร็ว เคาะบอลกับพื้น และขึ้นเกมจากแนวรับเป็นหลัก

อเล็กซานเดร กาม่า เองก็รู้เรื่องนี้ดี เขาจึงเลือกใช้หมากให้ลูกทีมเพรสซิ่งตั้งแต่แดนบน และจัดโซนตั้งรับให้แน่นหนาที่หน้าบ้านของตัวเอง เพื่อสะกดการขึ้นเกมของ เมืองทอง และหวังว่าจะตัดบอลได้จากความผิดพลาดของ เมืองทอง ขณะขึ้นเกม

วิธีนี้ จะมีความเสี่ยงก็คือ จะทำให้นักเตะสูญเสียพลังงานเยอะ จากการวิ่งไล่บอลในแดนบน ซึ่งอาจจะมีผล ถ้าเกมเกิดเสมอกันแล้วต้องแข่งในช่วงต่อเวลาอีก 30 นาที ลูกทีมจะเหลือพลังงานที่น้อยกว่าที่ควรจะมี

รวมถึงมีความเสี่ยง ในกรณีที่ เมืองทอง แกะเพรสซิ่งได้สำเร็จ ก็จะทะลุไปถึงแนวรับของบุรีรัมย์ทันที แต่วิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะหยุดการขึ้นเกมรุกของเมืองทองได้แบบชะงัก แถมยังได้ประตูจากการฉกฉวยบอลกลับมาเล่นเกมรุก จากจังหวะเพรสซิ่งแดนบนในลูกที่สองได้อีกด้วย

จังหวะผลักของ “พ็อพพ์” ทำให้ VAR ต้องทำงาน
นาทีที่ 11 ของเกม มีจังหวะสำคัญเกิดขึ้น เมื่อแฟนบอลทีมเยือนต้องเฮเก้อ เพราะลูกโหม่งของ แดร์เลย์ ที่ตุงตาข่ายไปอย่างสวยงามจากการเปิดของ สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ ถูกปฏิเสธด้วยผู้ตัดสิน ที่ฟังจากผู้ตัดสินห้อง VAR ก่อน แล้วค่อยดูจอด้วยตัวเอง เพราะในจังหวะที่ แดร์เลย์ กำลังโหม่งนั้น วิลเลี่ยน พ็อพพ์ ไปผลัก นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ล้มลง ทำให้มีการทำฟาวล์ระหว่างการทำประตูในกรอบเขตโทษ

ซึ่งหากลูกดังกล่าว ไม่มีการฟาวล์ของ พ็อพพ์ และกลายเป็นประตูขึ้นนำของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไม่แน่ว่า รูปแบบของเกมอาจจะเปลี่ยนไป และผลการแข่งขันอาจจะไม่จบลงแบบนี้ก็ได้

ต่างชาติเจ็บ จุดเปลี่ยนสำคัญ
เป็นเกมที่ทั้ง 2 ทีม ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นต่างชาติออกอย่างรวดเร็ว โดย 4 คนแรกที่ถูกเปลี่ยนตัวออก ของทั้งสองทีมในเกมนี้ เป็นต่างชาติทั้งหมด จากปัญหาอาการบาดเจ็บ แบ่งเป็น บุรีรัมย์ เปลี่ยน 2 คน และ เมืองทอง เปลี่ยน 2 คน ซึ่งเป็นนักเตะในตำแหน่ง กองหน้า และกองหลังทั้งสองทีม โดย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องเปลี่ยน ดิเกา กับ ไมค่อน มาร์เกวส ออก เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่วน เมืองทอง ต้องเปลี่ยน แดร์เลย์ และ ลูคัส โฮซ่า ออก จากปัญหาเดียวกันด้วย

บุรีรัมย์ 2-0 เมืองทอง ช้างเอฟเอคัพ-2

การเปลี่ยนแปลงนักเตะต่างชาติ 2 คนของทั้งสองทีม มีผลต่อความสมดุลของทีมที่แตกต่างอย่างมาก โดย การสูญเสีย ดิเกา ออกจากแผนการเล่นนั้น แทบไม่มีผลต่อการปรับหมากของ บุรีรัมย์ เลย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ดิเกา บาดเจ็บมาตลอด ก่อนจะมาได้ลงสนามในเกมนี้ ทำให้ นักเตะบุรีรัมย์ คุ้นชินกับการไม่มี ดิเกา อยู่แล้ว

ส่วนการไม่มี ไมค่อน มาร์เกวส ในแดนหน้า UFABET ฟรีเครดิต100 ก็แทบไม่มีผล เพราะตัวที่ได้ลงมาแทน ก็คือกองหน้าชาวบราซิลอีกรายก็คือ ซามูเอล โรซ่า ที่ลงสนามแทนที่ได้ทันทีในตำแหน่งเดียวกัน

ฟากเมืองทอง การขาด แดร์เลย์ มีผลมากๆ ต่อเกมรุก เพราะนี่คือ กองหน้าตัวสำคัญของ เมืองทอง ที่สามารถเล่นร่วมกับ พ็อพพ์ ได้ดี ทำให้การขาด แดร์เลย์ ไป ไม่ได้ส่งผลให้แค่ไม่มีตัวจบสกอร์ ไม่มีตัวพักบอลในแดนหน้า แต่ยังลดความอันตรายของ วิลเลี่ยม พ็อพพ์ อีกด้วย

บุรีรัมย์ 2-0 เมืองทอง ช้างเอฟเอคัพ-3

ส่วน ลูคัส โฮช่า ที่ออกอาการเสียใจชัดเจนขณะที่เขาเกิดอาการบาดเจ็บ เพราะรู้ตัวดีว่า ตนเองเป็นผู้นำเกมรับของทีม หากขาดตนเองไป แนวรับจะดร็อปลงแน่นอน เห็นได้จากผลงานก่อนหน้านี้ ในไทยลีก ความแข็งแกร่งในแนวรับของ “กิเลนผยอง” เมื่อมี โฮช่า กับ ไม่มี มันแตกต่างกันอย่างมากจริงๆ

ตัวสำรองที่ดีกว่า
เกมนี้มีการเปลี่ยนตัวทั้งหมด 9 คน แบ่งเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4 คน และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 5 คน ซึ่งผลงานของตัวสำรองของทั้งสองทีม ก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน

โดยตัวสำรองของ บุรีรัมย์ เปลี่ยน 4 คน UFABET สล็อต แบ่งเป็นแนวรับ 2 คน ได้แก่ ทินกร อสุรินทร์ และ ปิยพล ผานิชกุล กับ แนวรุก 2 คน ได้แก่ ซามูเอล โรซ่า และ สุภโชค สารชาติ ซึ่งสองประตูที่ “ปราสาทสายฟ้า” ทำได้ในเกมนี้ ก็มาจาก สองแนวรุกที่ลงมาใหม่ ทั้ง โรซ่า และ เจ้าเช็ค โดยเฉพาะเจ้าเช็ค ที่กดลูกที่สองได้อย่างเด็ดขาด

บุรีรัมย์ 2-0 เมืองทอง ช้างเอฟเอคัพ-1

ขณะที่ “กิเลนผยอง” นั้น ตัวสำรอง 5 ราย เป็นแนวรับคนเดียว คือการเปลี่ยน มาร์โก บัลลินี่ มาแทนที่ ลูคัส โฮช่า ตามตำแหน่ง และมีการเปลี่ยนแนวรุกอีก 4 คน คือส่ง วงศกร ชัยกุลเทวินทร์, สหรัฐ กันยะโรจน์ , กรวิชญ์ ทะสา และ ปรเมศย์ อาจวิไล ลงสนาม แต่ทั้งสี่รายนั้น แทบไม่สามารถปั้นเกม และหาจังหวะจบให้กับทีมเยือนได้เลย ซึ่งไม่ได้ทำให้แนวรับของ บุรีรัมย์ ต้องเป็นกังวล แถมยังมีจังหวะที่ บุรีรัมย์ เกือบได้ฉีกหนีห่าง 3-0 อีกด้วย

เสียงเชียร์ในสนาม
เป็นเกมที่สนุกทั้งในสนาม และนอกสนาม เพราะนอกจากบรรยากาศเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอล และแทคติกแล้ว ยังมีเรื่องของแฟนบอลทั้งสองทีม ที่เกทับบลัฟแหลกกันอย่างน่ารักน่าชัง ตามสไตล์แฟนบอลสองทีมคู่อริ ในโซเชี่ยล กันตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้น

โอนีล บุรีรัมย์

ซึ่งเกมนี้ มีการอนุญาตให้แฟนบอลเข้ามาชมเกมทั้งหมดประมาณ 50% หรือเกินกว่าหมื่นคน โดยตลอดเกม ขณะชมการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดสด เราจะได้ยินเสียงเชียร์ของฝั่งเจ้าบ้าน รวมถึงทีมเยือนคอยเปล่งเสียงเชียร์ทีมรักของตัวเอง และคอยกดดันคู่แข่งในจังหวะต่างๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ใน ช้าง อารีน่า เสียงเชียร์ของชาวเซราะกราวนั้น ย่อมมีมากกว่าทีมเยือน และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คอยสช่วยซัพพอร์ตนักฟุตบอลได้ดี ตามสไตล์ GU12 ซึ่งช่วยให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกของศึกฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งที่ 7 ในรอบ 10 ฤดูกาลหลังสุดได้สำเร็จตามเป้าหมาย